บทที่ 2 2
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบลงบนปลายเตียงนอนกว้างใหญ่ ภรันยาลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลาตีห้าตรงตามความเคยชิน หญิงสาวกะพริบตาเพื่อปรับแสงก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนที่กว้างขวางและหรูหรากว่าห้องเดิมของเธอหลายเท่า ทว่าความหรูหราเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคืนหลังจากที่ติณณภพทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาและหันหลังให้เธออย่างเย็นชา ภรันยาก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการจัดการตัวเอง อาบน้ำ สวมชุดนอน และล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างอย่างเหนื่อยล้า เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ได้เดินไปง้องอนหรืออ้อนวอนขอความเมตตาจากเขา เพราะเธอรู้ดีว่านั่นคือการกระทำที่เปล่าประโยชน์ สิ่งเดียวที่เธอทำคือการข่มตาหลับเพื่อเก็บแรงไว้รับมือกับวันใหม่ที่คาดว่าน่าจะหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน
ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟา ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของติณณภพบ่งบอกว่าเขากำลังจมอยู่ในห้วงนิทรา ภรันยามองใบหน้าคมคายที่ยามหลับใหลดูไร้พิษสงราวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง แตกต่างจากยามตื่นที่มักจะสาดคำพูดร้ายกาจใส่เธอเสมอ
เธอเคยแอบมองใบหน้านี้มาตั้งแต่สมัยที่เธอยังเป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่น ตอนนั้นครอบครัวของเธอยังสมบูรณ์พร้อม มีคุณพ่อคุณแม่ที่แสนดีและธุรกิจที่กำลังเจริญรุ่งเรือง ติณณภพคือพี่ชายใจดีที่เป็นหลานชายของเพื่อนสนิทคุณพ่อ เขามักจะแวะเวียนมาเล่นด้วยและมีรอยยิ้มอบอุ่นให้เธอเสมอ
แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตาเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจพ่นพิษใส่ธุรกิจของครอบครัวจนล้มละลาย หนี้สินมหาศาลถาโถมเข้ามาพร้อมกับข่าวร้ายที่สุดในชีวิตเมื่อรถยนต์ที่คุณพ่อและคุณแม่นั่งไปประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำเสียชีวิตทั้งคู่ ภรันยาในวัยยี่สิบปีต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียและกลุ่มเจ้าหนี้ที่มารุมทึ้งเพียงลำพัง โลกทั้งใบของเธอมืดมิดจนมองไม่เห็นทางออก
จนกระทั่งคุณปู่ของติณณภพยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ท่านใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อชำระหนี้สินทั้งหมดให้ และรับอุปการะส่งเสียเธอจนเรียนจบปริญญา ภรันยาซาบซึ้งในพระคุณนั้นจนสุดหัวใจ เธอสาบานกับตัวเองว่าจะตอบแทนบุญคุณของคุณปู่ด้วยชีวิต
ดังนั้นเมื่อคุณปู่ล้มป่วยและเอ่ยปากขอร้องให้เธอแต่งงานกับหลานชายคนเดียวของท่าน เพื่อหวังจะให้เธอช่วยดูแลและกันผู้หญิงที่ท่านมองว่าหวังแต่ปอกลอกอย่างนิชาออกไป ภรันยาจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลใจ แม้จะรู้ดีว่าติณณภพในวันนี้ไม่ใช่พี่ชายใจดีคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตเป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง มีอคติ และเกลียดชังเธอเข้าไส้เพราะคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าเงินที่ใช้แผนสกปรกจับเขาเพื่อหวังเสวยสุขบนกองเงินกองทอง
ภรันยาสะบัดศีรษะไล่ความทรงจำในอดีตออกไป เธอเดินเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดกางเกงขายาวสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีครีม รวบผมยาวสลวยเป็นหางม้าทะมัดทะแมง แล้วเดินลงไปยังห้องครัวชั้นล่างของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ติณณภพซื้อไว้เป็นเรือนหอ
คฤหาสน์หลังนี้มีแม่บ้านมาทำความสะอาดในช่วงกลางวันเท่านั้น ติณณภพไม่ชอบให้มีใครมาวุ่นวายค้างคืนในพื้นที่ส่วนตัว ภรันยาจึงต้องรับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและงานบ้านในช่วงเช้าและเย็นทั้งหมด ซึ่งเธอก็ไม่ได้เกี่ยงงอนอะไรเพราะคุ้นเคยกับการทำงานหนักมาตั้งแต่ครอบครัวล้มละลายแล้ว
หญิงสาวจัดการเปิดตู้เย็นสำรวจวัตถุดิบที่แม่บ้านซื้อตุนไว้ให้ เธอตัดสินใจทำข้าวต้มปลากะพงร้อนๆ ที่เหมาะสำหรับคนเพิ่งตื่นนอนและน่าจะช่วยแก้แฮงค์จากการดื่มแอลกอฮอล์เมื่อคืนได้ดี มือเรียวหยิบจับอุปกรณ์ในครัวอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวจนได้ที่ลอยอบอวลไปทั่วห้องครัว ภรันยาตั้งใจทำทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน แม้จะรู้ว่าคนกินอาจจะไม่เห็นค่าก็ตาม
เวลาล่วงเลยไปจนถึงเจ็ดโมงครึ่ง อาหารเช้าหน้าตาน่ารับประทานก็ถูกจัดเตรียมวางไว้บนโต๊ะอาหารหรูหราในห้องอาหารอย่างเป็นระเบียบ ภรันยาชงกาแฟดำกลิ่นหอมกรุ่นวางเคียงคู่กับแก้วน้ำเปล่า ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วนั่งรออย่างสงบที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังลงมาจากบันได ติณณภพอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บพอดีตัว เสื้อเชิ้ตด้านในถูกปลดกระดุมออกหนึ่งเม็ดเผยให้เห็นแผงอกวับๆ แวมๆ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันราวกับคนอารมณ์เสียตลอดเวลา เขาสาวเท้าเข้ามาในห้องอาหารพลางยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ อาการปวดหัวจากการดื่มหนักเมื่อคืนยังคงเล่นงานเขาอยู่
สายตาคมกริบตวัดมองข้าวต้มปลาควันฉุยและกาแฟดำบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปสบตากับหญิงสาวที่นั่งรออยู่อย่างเงียบเชียบ
"ใครใช้ให้เธอมาวุ่นวายในครัว" เสียงทุ้มตวัดถามอย่างหงุดหงิดพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งที่หัวโต๊ะ
"รันเห็นว่าคุณติณณ์ดื่มไปเยอะเมื่อคืน เลยทำข้าวต้มปลาไว้ให้ค่ะ จะได้ช่วยให้สร่างเมาและสบายท้องขึ้น ทานสักหน่อยนะคะ" ภรันยาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมกับเลื่อนชามข้าวต้มไปตรงหน้าเขา
ติณณภพก้มมองชามข้าวต้มตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะใช้หลังมือดันชามใบนั้นออกไปจนน้ำซุปร้อนๆ กระฉอกหกเลอะเทอะบนผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาด
"ฉันไม่กินของที่มาจากน้ำมือเธอ แค่เห็นหน้าเธอก็กินอะไรไม่ลงแล้ว" เขากล่าวเสียงหยันก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟดำขึ้นมาจิบ "จำเอาไว้ว่าหน้าที่ของเธอมีแค่ทำตามคำสั่งปู่เพื่อให้ท่านสบายใจเวลามาเยี่ยมเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็หุบปากและอยู่เงียบๆ อย่ามาทำตัวเป็นภรรยาแสนดีแถวนี้ มันน่ารำคาญ"
ภรันยามองน้ำซุปที่หยดแหมะลงบนพรมด้วยสายตาว่างเปล่า มือที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นเพียงชั่วครู่ก่อนจะคลายออก หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะน้ำตาซึมและรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดร้ายกาจเหล่านั้น แต่ตอนนี้เธอเรียนรู้ที่จะสร้างกำแพงแก้วขึ้นมาปกป้องความรู้สึกตัวเองแล้ว
แหม พ่อคุณ ทูนหัวของบ่าว ข้าวต้มปลากะพงตัวละหลายบาทต้มด้วยน้ำซุปเคี่ยวสามชั่วโมง ไม่กินก็บอกดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องทำหกเลอะเทอะเลย รู้ไหมว่าซักผ้าปูโต๊ะมันเหนื่อยแค่ไหน หน้าตาก็หล่อหรอกนะ แต่นิสัยเสียจนสุนัขยังเบือนหน้าหนี…ภรันยาลอบด่าเขาในใจด้วยคำพูดตลกร้ายเพื่อดึงอารมณ์ตัวเองไม่ให้ดิ่งลงไปตามความเย็นชาของเขา
"เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าคุณติณณ์ไม่ทาน รันจะได้เก็บไปทิ้ง จะได้ไม่เกะกะสายตา" เธอลุกขึ้นยืนอย่างใจเย็น เอื้อมมือไปหยิบชามข้าวต้มที่หกเลอะเทอะขึ้นมาถือไว้
"เดี๋ยว" ติณณภพเอ่ยเรียกเสียงห้วน วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบกัน "ในเมื่อแต่งงานกันแล้ว ฉันก็จะตั้งกฎของการอยู่ร่วมกันในบ้านหลังนี้ให้ชัดเจนเสียตั้งแต่วันแรก จะได้ไม่ต้องมีปัญหาทีหลัง"
ภรันยาวางชามข้าวต้มลงที่เดิมและยืนประสานมือรอฟังอย่างตั้งใจ
